สวัสดี ครับท่านผู้อ่าน สำหรับฉบับนี้จะขอนำเสนอวิธีในการประเมินผล คัดเลือกซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สโดยจะเปรียบเทียบคุณสมบัติตามความต้องการ ใช้งานด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. เลือกคู่แข่งขัน 2. อ่านบทความประเมินผลการใช้งานที่มีในปัจจุบัน 3. เปรียบเทียบกับโปรแกรมชั้นนำกับความต้องการ 4. วิเคราะห์คู่แข่งขันในเชิงลึก

1. การเลือกคู่แข่งขัน
ใน ขั้นแรกนี้เป็นการพิจารณาดูว่าคุณมีทาง เลือกอะไรบ้าง โดยอาจจะถามจากเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน หรือคนรู้จักที่ต้องการใช้หรือเคยใช้โปรแกรมประเภทเดียวกัน เพื่อดูประสบการณ์จากผู้ที่เคยใช้ว่ามีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง อีกทางเลือกหนึ่งคือการลิสต์รายชื่อโปรแกรมที่ต้องการจาก แหล่งข้อมูลอินเตอร์เน็ตซึ่งมีอยู่มากมาย โดยควรจะพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่ เป็นที่รู้จักเป็นทางเลือกนึงด้วย เช่น หากคุณกำลังหาเว็บเซิร์ฟเวอร์แต่มองข้าม Apache ที่เป็นผู้นำในตลาดเว็บไปแล้ว ไปเลือกผลิตภัณฑ์อื่นซึ่งอาจจะนำปัญหามาสู่คุณได้ในภายหลัง เพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลายจะทำให้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นสามารถค้นหาทางแก้ไขจากอินเตอร์เน็ตได้ไม่ยากนัก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการค้นหาของคุณมีประสิทธิภาพ คุณควรจะพิจารณาสิ่ง เหล่านี้ประกอบ

– หลีกเลี่ยง Search Engine ที่มีผลประโยชน์กับผลิตภัณฑ์ตัวใดตัวหนึ่ง เช่น อาจจะเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือรับค่าโฆษณาจากผลิตภัณฑ์ตัวใดเอาไว้ แล้วเวลาแสดงผลจะแสดงเฉพาะข้อมูลตัวเองไม่แสดงข้อมูลของคู่แข่งขัน แต่กรณีของ Google ถือว่ายอมรับได้ เพราะมีการแยกหน้าโฆษณาออกจากส่วนแสดงผลการค้นหาต่างหาก
– พยายามลองใช้ Key word หลายๆ แบบในการค้นหา เพราะจะทำให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้น

– ถ้ารู้ชื่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบัน ก็ให้พิมพ์ชื่อผลิตภัณฑ์นั้นบวกด้วยคำว่า “Complete” หรือ “Competitor” หรือ “Compatible” เพื่อค้นหาซอฟต์แวร์คู่แข่งขัน

– เมื่อคุณเจอผลิตภัณฑ์ที่คุณต้องการแล้วให้ค้นหาคำหรือชื่อที่เป็นคุณสมบัต อร่วมของซอฟต์แวร์ตัวนั้น เพื่อนำไปค้นหาผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป

– ให้ลองใช้สัญลักษณ์ เช่น DOS 2 UNIX คือการแปลงข้อมูล DOS ให้เป็นรูปแบบที่ UNIX เข้าใจ โดยเลข 2 แทนคำว่า “TO” เป็นต้น

2. อ่านบทความประเมินผลการใช้งาน
หลัง จากขั้นแรกได้เตรียมข้อมูลเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว ให้หาบทความที่มีการประเมินผลการใช้งานเอาไว้ โดยวิธีง่ายๆ ก็คือหาจากอินเตอร์ เน็ตด้วย Search Engine เช่น Google แล้วพิมพ์ชื่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่หาได้ในขั้นแรกลงไป และให้ดูที่เกี่ยวกับการ ประเมินผล (review) นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่นๆ ในการประเมินผล เช่น ความนิยมของซอฟต์แวร์ เพราะซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมสูงมักจะมี ฟีเจอร์รองรับการใช้งานอย่างเพียงพอ ทำให้ถูกเลือกใช้เยอะพอ แต่ประเด็นของส่วนแบ่งตลาดก็ยากที่จะวัด เพราะว่าซอฟต์แวร์ Open Source ไม่คิดค่าซอฟต์แวร์ ดังนั้นผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งใช้งานโดยปราศจากการลงทะเบียนใช้งาน ทำให้ไม่สามารถวัดปริมาณการใช้งานที่แท้จริง ยกเว้นว่าเว็บไซท์ที่ให้บริการนั้นมีการติดตั้ง Counter คอยนับจำนวนการดาวน์โหลด หรือการเยี่ยมชมเว็บไซต์
ก็จะสามารถบ่งบอกถึง ความนิยมได้ระดับนึง หรือแม้แต่ลิงค์ยอดนิยมของ Search Engine อย่าง Google ก็เป็นอีกทางเลือกนึงที่จะบอกความนิยบมของโปรแกรมนี้

3. เปรียบเทียบความต้องการกับโปรแกรมชั้นนำ
หลัง จาก 2 ข้อที่ผ่านมาทำให้เราสามารถตัดตัวเลือกที่ไม่สำคัญออกและเหลือเฉพาะคู่แข่ง ขันที่เหมาะสมเท่านั้น และจากบทความประเมินผลในข้อ 2 จะทำให้เห็นความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น โดยเฉพาะบางฟีเจอร์ที่ไม่ได้คิดถึงในตอนแรก แต่ในบทความประเมินผลทำให้เราทราบและสามารถนำมากำหนดเป็นเงื่อนไขในการ เลือกซอฟต์แวร์ได้ด้วย หรือในกรณีที่เป็นข้อเสียก็จะทราบได้ก่อนและตัดออกจากตัวเลือก สำหรับ เกณฑ์ในการพิจารณาเปรียบเทียบความต้องการนั้นมีดังนี้
3.1 ฟังก์ชั่น
สำหรับคำถามเบสิกที่มัก จะพบกันก็คือว่าโปรแกรมที่ต้องการนั้นคืออะไร ซึ่งควรจะลิสต์ขึ้นมาว่ามี
อะไร ที่จำเป็นสำหรับคุณ นอกจากนั้นฟังก์ชั่นพิเศษอะไรบ้างที่ต้องการ ก็ให้ลิสต์ออกมาด้วย นอกจากนี้ความเข้ากันได้กับระบบปัจจุบันก็เป็นอีก ตัวเลือกนึงที่ลืมไม่ได้ รวมถึงฮาร์ดแวร์ ระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็ต้องพิจารณาประกอบกันด้วย
3.2 ค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่าย ถือเป็น ประเด็นสำคัญมาก ถึงแม้ว่าซอฟต์แวร์ Open Source จะไม่มีค่าลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์ แต่ค่าใช้จ่ายในที่นี้ไม่ได้มีเพียงแค่ค่าลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นจนกระทั่งติดตั้งและใช้งานซอฟต์แวร์นั้น อันได้แก่ ค่าจ้างพนักงานที่เกี่ยวข้อง ค่าติดตั้งและดูแลระบบ ค่าใช้จ่ายทางอ้อม ค่าใช้จ่ายในการแปลงระบบ ฯลฯ ซึ่งจะต้องแยกระหว่างค่าใช้จ่ายครั้งเดียวกับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายตลอด อายุการใช้งาน เพื่อคำนวณเปรียบเทียบภาพรวมด้วยว่าการใช้ซอฟต์แวร์ Open Source นั้นมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์จริงๆ เนื่องจากคนส่วนใหญ่มองที่ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ใช้เป็นตัว ตัดสินใจ ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองกว่าในระยะยาว
3.3 ส่วนแบ่งตลาด
ดังได้ กล่าวมาแล้วใน ตอนต้นของบทความชุดนี้แล้วว่า ซอฟต์แวร์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงจะทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่ค่อยมีปัญหา ใน การใช้งาน หรือถ้ามีปัญหาก็น่าจะมีแนวทางแก้ไขในอินเตอร์เน็ต ดังนั้นต้องไม่ลืมใส่หัวข้อนี้ลงในแบบฟอร์มประเมินผลด้วย
3.4 การ Support
โดย ที่การ Support นี้จะรวมตั้งแต่การฝึกอบรมผู้ใช้ในการใช้โปรแกรม, การติดตั้งผลิตภัณฑ์, การตอบคำถามหรือปัญหาของผู้ใช้ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งการ Support ของซอฟต์แวร์ Open Source จะแตกต่างกับซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ตรงที่ไม่มีการ Supportจากตัวแทนจำหน่าย ที่ซื้อซอฟต์แวร์ เพราะไม่ได้มีการจ่ายค่าซอฟต์แวร์นั่นเอง ดังนั้นจึงต้องอาศัยการจ้างบริษัทที่มีความชำนาญภายนอก หรือซื้อบริการ เหล่านี้จากบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์หรือแม้แต่การจ้างพนักงานที่มีความเชี่ยว ชาญมาดำเนินการ
3.5 การดูแลรักษาระบบ
โปรแกรมทั่วไปที่ใช้งานนั้นจะ มีการเปลี่ยน แปลงอยู่เสมอ เช่น การเพิ่ม/ลบผู้ใช้งาน การปรับปรุงข้อมูล เป็นต้น ซึ่งไม่มีโปรแกรมใดที่สมบูรณ์แบบจึงต้องมีการดูแลรักษาภายหลังการติด ตั้งและใช้งานแล้ว โดยมากเวลาพิจารณาซอฟต์แวร์หัวข้อนี้จะถูกพิจารณาร่วมกับหัวข้อ Support เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกันและการใช้บริการจากแหล่งเดียวกันจะดีกว่า เนื่องจากมีการเข้าใจการทำงานและการใช้งานโปรแกรมที่ดีอยู่แล้ว
3.6 ความน่าเชื่อถือหรือความเสถียรของระบบ
เนื่อง จากการมองภาพของความน่าเชื่อถือหรือความเสถียรของระบบนั้นถูกมองแตกต่างกัน ระหว่างฝั่งธุรกิจกับฝั่งไอที เพราะว่าฝั่งธุรกิจต้องการให้ระบบใช้งาน ได้ตลอด 24 ชม. ในขณะที่ความเป็นจริงแล้วไม่มีระบบใดที่สามารถทำงานได้ตลอดเวลา จึงต้องมีการตกลงร่วมกันว่าเสถียรภาพของระบบเท่าไหร่จึงจะพอเพียงต่อ ความต้องการของธุรกิจและความพร้อมในการดำเนินการของฝ่ายไอที ซึ่งส่วนมากตัว เลขนี้จะอยู่ที่ประมาณ 90-95% และหากมีการตกลงตัวเลขที่แน่นอนแล้วก็ต้องนำตัวเลขนี้มาคำนวณความเป้นไปได้ ในการดูแลรักษาระบบด้วยว่าสามารถทำได้ตามนั้นหรือไม่
3.7 ประสิทธิภาพของระบบ
เนื่อง จาก โปรแกรมใดก็ตามที่มีจำนวนผู้ใช้มากๆ มักจนะมีปัญหาระบบโอเวอร์โหลดอันมีผลทำให้ระบบล่มได้ เพราะมีการใช้งานเกินกว่าที่ประเมินความสามารถของระบบในการรองรับการใช้ งานเอาไว้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประเมินจำนวนผู้ใช้และลักษณะการใช้งานให้ดีก่อนตัดสิน ใจเลือกใช้ซอฟต์แวร์
3.8 ขนาดของข้อมูล
เนื่องจากงานบางลักษณะมีการ เก็บข้อมูลจำนวน มหาศาลหรือมีการกำหนดชนิดของข้อมูลไม่เหมาะสมในตอนต้น ทำให้เมื่อใช้งานไป ระยะหนึ่งแล้วจึงค่อยเกิดปัญหาตามมาและแก้ไขได้ยากมาก เช่น ถึงแม้ว่าจะมีเงินนเพิ่มเซิร์ฟเวอร์อีกตัวหนึ่งแต่ระบบไม่รองรับการทำ งานแบบแชร์เซิร์ฟเวอร์ก็จะทำไม่ได้ ดังนั้นเวลาพิจารณาซอฟต์แวร์ก็ควรจะคำนึงถึงความยากในการขยายหรืออัพเกรด ระบบในอนาคตด้วย
3.9 ความง่ายต่อการใช้งาน
ความง่ายต่อการใช้งานถือ เป็นอีกปัจจัยที่ ไม่ควรมองข้าม เพราะว่าถ้าโปรแกรมใช้งานยากก็ต้องเสียเวลาและค่าอบรมในการเรียนรู้เพื่อใช้ งานโปรแกรมนั้น ดังนั้นจึงเป็นอีกปัจจัยที่ต้องระบุเอาไว้ด้วย
3.10 ความปลอดภัยของระบบ
การ ประเมิน เรื่องความปลอดภัยของระบบถือว่าเป็นปัจจัยที่ยากมาห เนื่องจากระบบที่มีสภาพแวดล้อมในการทำงานและเงื่อนไขในการทำงานที่แตก ต่างกันก็จะมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยของระบบแตกต่างกันด้วย แม้ว่าจะใช้งานผลิตภัณฑ์เดียวกันก็ตาม
3.11 ความยืดหยุ่นในการปรับปรุงระบบ
โดย มากแล้วระบบต่างๆ ก็มักจะมีการให้ฟีเจอร์/ฟังก์ชั่นและรายงานที่เป็นมาตรฐานกับผู้ใช้อยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้ จำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงระบบให้สามารถทำงานและออกรายงานได้ตามความต้อง การของผู้ใช้ ดังนั้นหากการปรับปรุงระบบทำได้ยากหรือมีค่าใช้จ่ายสูงก็ อ่จจะไม่คุ้มค่าการลงทุนก็ได้
3.12 สามารถทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ได้
ไม่ มีระบบใดในโลกที่ทำงานโดด เดี่ยวจะต้องมีการลิงค์ข้อมูลระหว่างระบบเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ดังนั้นจึงต้องพิจารณาด้วยว่ามีระบบใด ในปัจจุบันที่ต้องการการติดต่อกับ ระบบนี้บ้าง หรือในอนาคตอันใกล้จะมีระบบใหม่อะไรที่จะต้องเกี่ยวข้องกับระบบนี้
3.13 กฎหมาย/ลิขสิทธ์
ไม่ ว่าจะเป็น ซอฟต์แวร์ฟรี หรือ ลิขสิทธิ์ก็ตาม มักจะมีการประกาศข้อตกลงร่วมกันก่อนใช้งานซอฟต์แวร์ที่หากผู้ใช้ไม่กดปุ่ม ยอมรับก็ไม่สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ต่อไปได้ ซึ่งในเงื่อนไขเหล่านั้นอาจจะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย หรือ การอนุญาตให้ใช้งานอะไรได้บ้าง อันอาจจะเป็นประเด็นในการฟ้องร้องในภาย หลังได้ จึงควรพิจารณาประเด็นนี้เอาไว้ด้วย

4. วิเคราะห์คู่แข่งขันในเชิงลึก
หลัง จากได้ประเมินผลเบื้องต้นแล้ว จะสามารถเลือกคู่แข่งขันที่เหมาะสมเข้าสู่รอบสุดท้ายของการคัดเลือก ซอฟต์แวร์ เพื่อวิเคราะห์ในเชิงลึก และให้คะแนนกับซอฟต์แวร์นั้น ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะเลือกซอฟต์แวร์ใดจากคะแนนที่ประเมินได้ ดังนั้นในขั้นตอนนี้จึงถือว่าสำคัญที่สุดที่จะตั้งเกณฑ์ในการวัดผลว่าจะ ให้คะแนนส่วนใดมากน้อยเพียงใด เพื่อให้ได้ซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมสำหรับบริษัทของคุณ
ที่มา : นิตยสาร Windows IT Pro ฉบับ เดือน มกราคม 2007 IT Infratructure Open Source หน้า 55 – 57