ยังมีความเข้าใจผิดกัน อยู่พอสมควร กับเรื่องของซอฟท์แวร์ โอเพนซอร์ส หรือซอฟท์แวร์ที่เป็นระบบเปิด ว่าเป็น “ของฟรี” ที่เอามาใช้ในองค์กร ขนาดใหญ่แล้วจะมีปัญหา ไม่สามารถควบคุมได้ จึงน่าจะสามารถใช้กับคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคลหรือองค์กรขนาดเล็กเท่านั้น ความจริงแล้วโอเพนซอร์สสามารถพัฒนาให้สามารถใช้งานกับองค์กรขนาดใหญ่ได้

แต่ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี และผู้ดูแลระบบต้องมีความรู้พอสมควร และแน่นอนว่า การบริหารจัดการดังกล่าว ก็จำเป็นที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า “ค่าบริการ” อยู่บ้าง
ดัง นั้น จึงมีคนไอทีส่วนหนึ่งที่เห็นโอกาสทางธุรกิจในเรื่องนี้ จัดตั้งบริษัทให้บริการการบริหารจัดการระบบที่ใช้ซอฟท์แวร์โอเพน ซอร์ส ขึ้นมา ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลที่จำกัดจำเขี่ย แต่ก็สามารถฝ่าฟันมาได้
หนึ่ง ในนั้นคือ บริษัท ไอซ์โซลูชั่น จำกัด ซึ่งทำธุรกิจนี้มากหลายปีแล้ว วันนี้ธุรกิจของพวกเขาเป็นอย่างไร ต้องต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคอย่างไร และมีมุมมองอย่างไรกับอนาคตของโอเพน ซอร์สในบ้านเรา เชิญติดตามได้จากบทสัมภาษณ์ “ดนุพล สยามวาลา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอซ์โซลูชั่น จำกัด ณ บัดนี้…

IT Exclusive : กว่าจะมาเป็นไอซ์โซลูชั่นในทุกวันนี้ มีที่มาอย่างไร?

ดนุ พล : ไอซ์โซลูชั่น เป็นหน่วยงานไอทีเดิมของ บริษัท สยามวาลา จำกัด ที่ทำธุรกิจเครื่องเขียน แล้วใช้ประสบการณ์จริงในองค์กรทำงานและผันตัวเองออกมาเมื่อ 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา โดยมีทีมที่เชี่ยวชาญด้านลีนุกซ์ และปักหมุดว่า จะเน้นที่ลีนุกซ์ เนื่องจากแพลตฟอร์มเดิมอยู่บนลีนุกซ์แล้วและพยายามยืนอยู่บนพื้นฐานของแพ ลตฟอร์มก่อนเป็นจุดเริ่มต้น ดังนั้น ลีนุกซ์ คือ หัวหอกของไอซ์โซลูชั่น เพราะเชื่อว่า ลีนุกซ์ คือ อนาคต ป็นอีกแพลต ฟอร์มหนึ่งที่จะทำให้มีความแตกต่าง แล้วเป็นสิ่งที่ตลาดมีความต้องการที่ค่อนข้างแรง
พอเริ่มต้นที่ลี นุกซ์ก็พัฒนาต่อมา เพราะพูดถึงลีนุกซ์ว่า ยั่งยืนหรือไม่ ตัวลีนุกซ์เองอาจไม่ยั่งยืน ทว่าอยู่ที่การต่อยอดของลีนุกซ์ ดังนั้น จึงต่อยอดหลายแนวทางด้วยกัน ประกอบด้วย แนวทางที่ 1 คือ เน็ตเวิร์ค ซิเคียวริตี้ แนวทางที่ 2 จะไปที่สตอเรจกับแบ็คอัพและแนวทางที่ 3 จะไปในเรื่อง บิสสิเนส แอพลิเคชัน โดยวันนี้ ไอซ์โซลูชั่นปักหมุดไว้ทั้ง 3 ทางแล้ว เน็ตเวิร์ค ซิเคียวริตี้ ก็จะมีทีมงานเฉพาะเลย สตอเรจและแบ็คอัพก็มีพันธมิตรและเป็นอันดับ 1 เช่น ไอบีเอ็ม กับ เน็ตแอม เป็นต้น ส่วนแบ็คอัพ ก็มีแบ็คโบนทุกค่าย โดยทั้งหมด มีความสัมพันธ์ที่ดีกับลีนุกซ์อยู่แล้ว
ด้านบิสสิเนส แอพลิเคชัน ผมพยายามมองว่า คนที่จะเอาลีนุกซ์ไปใช้ คงไม่ใช้แค่โครงสร้างเพียงอย่างเดียว ต้องเอาไปใช้ในแอพลิเคชันทาง ธุรกิจด้วย ทำแอพลิเคชันเฉพาะทางขึ้นมา แต่ผมไม่ได้ทำ ERP: Enterprise Resource Software เนื่องจากคู่แข่งเยอะ และสิ่งที่สยามวาลามันก็ชัดแล้ว ความจริงERP ที่เป็นโอเพน ซอร์ส ก็มีอยู่ แต่พอทำแล้วรู้สึกเหนื่อยกว่าจะเอา ERP เข้าไปขายในองค์กรได้ ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาเยอะมาก ดังนั้น จึงไม่เอาตรงนั้น เลือกเฉพาะทาง โดยไปจับบน Sale Force Automation ที่เป็นกลุ่มที่ยังไม่มีคนทำ เป็นอะไรที่กว้างๆ ไม่ได้ลงลึกแต่เอาไปใช้ในธุรกิจได้
จากที่เปิดตัว ครั้งแรกเมื่อเดือน มิ.ย. ปี 2545 ที่ไบเทค พอย้อนกลับไปดูเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่บูธของไอซ์โซลูชั่น ท่านก็มาทอดพระเนตรงานของไอซ์โซลูชั่น หากย้อนไปดูสิ่งที่ไอซ์โซลูชั่นสาธิตให้ทอดพระเนตรในวันนั้น เทียบกับวันนี้ ก็คิดว่า “ตายแล้วให้ท่านดูได้อย่างไร” เพราะเปิดตัวแบบลูกทุ่งมากๆ แต่วันนี้ ความเป็นมืออาชีพมีมากขึ้น จากที่เริ่มที่ลีนุกซ์อย่างเดียวมีโจทย์หลัก 3 เรื่อง 1) ทำอย่างไรให้ลีนุกซ์ใช้งานง่าย จับกลุ่มเซิร์ฟเวอร์อย่างเดียว และมองว่า ทำให้ง่ายคนก็จะสนใจ ให้อัพ
เดทแพทช์ อัพเดทบั๊ก ก็ทำให้คนที่คิดจะใช้มั่นใจยิ่งขึ้น 2) ซิเคียวริตี้ กับ สเตบิลิตี้ (Security & Stability) และ 3) เรื่องซัพพอร์ต ก็พยายามเน้น 3 เรื่องนี้เรื่อยมา

IT Exclusive : ขณะนี้ ไอซ์โซลูชั่นมีพนักงานทั้งหมดกี่คน?

ดนุ พล : ประมาณ 40 คน แต่ 3 ปีที่ผ่านมา พนักงานของไอซ์โซลูชั่นนิ่งมากทั้งที่บริษัทอื่นๆ ที่ทำธุรกิจแบบเดียวกันก็มีและมากด้วย เพียงแต่เขาทำแล้วเขาไม่บอกว่า เป็นโอเพนซอร์ส แต่เขาบอกว่า เขาเป็นมัลติแพลตฟอร์มทำได้หมด จะวินโดวส์ก็ได้ ลีนุกซ์ก็ได้ แต่ไอซ์โซลูชั่นมองว่า อยากจะเชี่ยวชาญจึงไม่จับวินโดวส์เลย ถ้าหากใครให้ผมมาเขียนดอทเน็ต (.NET) ลงโปรแกรมวินโดวส์นี่ผมทำไม่เป็น หากลูกค้าคุยว่า อยากได้วินโดวส์ ก็ปฏิเสธไปเลยว่า ไม่ทำ ทำไม่เป็น ไม่ถนัดตรงนั้น

แต่การลงเชิงลึก ทำให้แก้ปัญหาเป็น เช่น บางกอกแอร์เวยส์ เป็นต้น ที่ไอซ์โซลูชั่นไปลงระบบเมล์และโครงสร้างให้เขา เวลามีปัญหา เราแก้ได้ เราเข้าถึง หรือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ลงโครงสร้างให้เขาก็เป็นงานที่สนุก เพราะทำบนลีนุกซ์เป็นที่มีความต้องการแรงมากๆ ทำให้ไอซ์โซลูชั่นพลิกโอกาสได้เยอะ มองว่า เป็นสิ่งที่ใช่เลยเป็นสิ่งที่ต้องการ เป็นโชคดีของเราที่มีทีมวิจัยและพัฒนา (Research & Development: R&D) ก็เลยทำให้เราพลิกตัวได้ แต่ถ้าเป็นคนขายอย่างเดียว เราไปซื้อของมาขายจะให้เราเข้าใจจริงจังเป็นเรื่องยาก จะให้เราตามแก้ปัญหาก็ยากเพราะไม่รู้จริงๆ แต่การทำผลิตภัณฑ์เองจะรู้

IT Exclusive : ในมุมมองของผู้ประกอบการ การผลักดันโอเพน ซอร์ส หลายปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?

ดนุ พล : การผลัก ดันโอเพนซอร์สที่ผมทำมีอยู่ 3 ส่วน กลุ่มแรกผลักดันภาครัฐ ผลักดันภาคเอกชนและผลักดันภาคการศึกษา การที่ผมเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการโอเพนซอร์ส โดยความคาดหวังว่า จะสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงในแง่การสร้างนโยบายโอเพนซอร์สให้กับประเทศไทย ตรงนี้ จะมี 2 ส่วน คือ การศึกษากับภาครัฐ ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นบริษัทเอกชนที่มีการจัดประชาสัมพันธ์และกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยายามให้คนเข้าใจเรื่องโอเพนซอร์ส โดยเฉพาะช่วง 2 ปี แรกของไอซ์โซลูชั่นจะเป็นช่วงที่จะออกบูธหนักมาก
มีตั้งแต่เดินเข้า มาที่บูธแล้วถามว่า นี่คืออะไร ไปจนถึงเดินเข้ามาจับหน้าจอแล้วบอกว่า สวยดีนะ หมายความว่า ตั้งแต่คนยังไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับโอเพนซอร์สต้องมาอธิบายว่า โอเพนซอร์สคืออะไร GPL คืออะไร แต่ขณะนี้ ไม่ใช่ กลายเป็นมาเจอกันแล้วถกกันว่า ลีนุกซ์เจอปัญหาแบบนี้ จะแก้กันอย่างไร แสดงว่า ตลาดเริ่มกลายจากเด็กที่ไม่ค่อยรู้ก็จะรู้กันมากขึ้น ไอซ์โซลูชั่นก็ตอบโจทย์นั้นไป ดังนั้น ในแง่ธุรกิจไอซ์โซลูชั่นก็โปรโมทเข้าไปเพราะตรงสายอยู่แล้ว
ส่วนใน แง่ของการเป็นกรรมการในกลุ่มโอเพนซอร์ส ผมมองว่า ก็มีการผลักดันมาจากรัฐบาล แต่ว่าไม่รุนแรงนัก และที่เสียใจมากที่สุดในการเป็นกรรมการฯ คือ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ได้ไปที่ประเทศเวียดนามกับ อ.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช แล้วก็ไปคุยกับที่ปรึกษาของรัฐมนตรีเวียดนามคนหนึ่ง พอคุยเสร็จก็มีการออกร่างนโยบายแล้วเขาก็ผลักดันผ่านรัฐบาล แล้วรัฐบาลเวียดนามก็ดันเรื่องนี้ เป็นวาระแห่งชาติ เสียดายที่ทางเวียดนามเขามองเห็นความสำคัญแล้วผลักดันจนเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่บ้านเราดันแทบตายทำไมยากถึงขนาดนั้น
หลังจากนั้น เลยมานั่งคิดตั้งโจทย์ว่า อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้โอเพน ซอร์สบ้านเราไม่เดิน ก็พบว่า ไทยมีความใกล้เคียงกับสิงค์โปร์ คือ เป็นนักใช้ไอทีมากกว่าเป็นนักผลิตไอที แล้วลีนุกซ์นี้ เหมาะกับการเป็นนักพัฒนา เพราะคนต้องเข้าไปศึกษา เรียนรู้จนพัฒนาเป็นโซลูชั่น ทั้งนี้ ก็เลยไปเกิดในประเทศที่กำลังพัฒนามากๆ เช่น เวียดนาม อินเดียและพม่า อะไรที่ต้องกระเสือกกระสนตรงนี้ จะเกิดช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ลีนุกซ์ในไทยมีคนใช้เยอะ แต่พอเศรษฐกิจดีขึ้นก็โล๊ะทิ้งหมดเลย

IT Exclusive : ปัจจุบันระดับองค์กรในประเทศมีการการใช้งานโอเพนซอร์สมากน้อยแค่ไหน และแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างไร?

ดนุ พล : เห็นชัดว่า องค์กรที่เริ่มใช้จะเริ่มจากตัวเล็กๆ ก่อน ทำเป็นโครงสร้าง เช่น เริ่มเอามาทำเป็นเมล์เซิร์ฟเวอร์ หรือ พร็อกซี่เซิร์ฟเวอร์ก่อน เป็นต้น โดยเริ่มจากใช้งานกันไม่กี่คน ดูซิว่าไปได้หรือไม่ถ้าได้ก็ขยายต่อ ไม่มีใครเอามาลงตูมเดียวใช้หมด แต่มีบริษัทหนึ่งที่ต้องยอมรับว่า กล้ามาก คือ บางกอกเคเบิล เพราะทำตั้งแต่โครงสร้างไปจนถึง แอพลิเคชันธุรกิจเป็นลีนุกซ์หมด โดยเมื่อ 7 ปีก่อน เราก็เริ่มแบบเดียวกันจนไต่มาที่แอพลิเคชัน สำหรับองค์กรขนาดใหญ่มากๆ เขาจะมองไปกลุ่มแอพลิเคชันที่รันบนออราเคิลมากขึ้น โดยนี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นว่าเกิดขึ้น
ลองนึกถึงการที่ลี นุกซ์เข้ามาในไทยได้ 3 ปี หลายคนมองว่า ไม่เห็นมีกระแสข่าวเลยว่า คนใช้ลีนุกซ์เยอะ แต่ความจริงลีนุกซ์ไม่เคยเงียบเลยนะ เหมือนกระแสคลื่นใต้น้ำที่เข้ามาทดแทนใน 2 กลุ่ม คือ วินโดวส์ที่เป็นโครงสร้างและกลุ่มยูนิกซ์ที่ไปทดแทนในกลุ่มแอพลิเคชัน จึงเป็น 2 กลุ่มที่เข้าได้ค่อนข้างแรง ที่บอกว่า ลีนุกซ์ไม่ค่อยโตมาก หรือ ไม่มีข่าวมากนั้น ไม่ค่อยจริงนัก แต่เพราะว่า ลีนุกซ์ๆ ไม่มีคนทำการตลาด ไม่เหมือนกับไมโครซอฟท์ที่คนนั้นใช้ก็ออกข่าว คนนี้ใช้แล้วก็มาออกโฆษณา ลีนุกซ์เป็น Community base Product เพราะฉะนั้น เวลาที่คนใช้งานมากขึ้นก็ไม่มีใครออกมาบอกว่าใช้ องค์กรใหญ่ๆ รวมทั้ง เวนเดอร์ต่างๆก็หันมาให้ความสนใจมากขึ้น

IT Exclusive : กรณีที่องค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้ลีนุกซ์ แต่ไม่ออกมาประกาศตัว ส่งผลต่อความเชื่อมั่นหรือไม่?

ดนุ พล : ผมรู้สึกว่า ลีนุกซ์นี่เป็นเรื่องปากต่อปาก และการบอกกันปากต่อปาก นี่เร็วกว่าทำการตลาดอีกนะ ถ้าผมเป็นคนไอทีแล้วใช้ลีนุกซ ์เวลาเดินไปเจอเพื่อนก็จะบอกว่า เฮ้ย..ลีนุกซ์ใช้ดีจริงๆ เพราะมันตอบโจทย์การแก้ปัญหาของตน เพราะมองกันว่าระบบที่ใช้งานอยู่มันไม่นิ่ง ไม่เสถียร แล้วถ้ามีคนมาบอกว่า มันนิ่ง มันดี ลีนุกซ์ที่ผมใช้มา 4 ปี ทำเป็นแอพลิเคชันเซิร์ฟเวอร์รันมา 4 ปีไม่เคยดาวน์ ทั้งที่ทรานเซคชันมี 10 ล้านเรคคอร์ด บนฐานข้อมูล MySQL สุดแสนธรรมดา ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ เรดแฮทธรรมดา ในเครื่องพีซีที่เป็นเซิร์ฟเวอร์ราคา 1-2 แสนบาท ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก แต่นั่นคือ คอร์แอพลิเคชันของทั้งองค์กรที่มียอดขายสูง ไม่ต้องแตะอย่างมากก็เข้าไปเคลียร์แคชนิดๆหน่อยๆ อยู่นิ่งๆ ปล่อยให้รันไปก็สบาย

IT Exclusive : ปัจจุบันบริษัทที่ทำด้านโอเพนซอร์ส มีโอกาสเติบโตหรือไม่ และถ้าโตจะมีปัจจัยอะไรช่วยบ้าง?

ดนุ พล : ถ้าถามว่า เป็นโอเพนซอร์ล้วนๆ (Pure Opensource) มีโอกาสเติบโตยาก เพราะว่า เวลาทำออกมาปล่อยสู่ตลาด มันจะไม่มีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) แต่เราต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรที่จะมีธุรกิจต่อยอดบนนี้ได้ ต้องมองทิศทางว่า จะไปทางไหน จะไปเป็นที่ปรึกษา พัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือ จะเป็นอื่นๆ ในต่างประเทศคนที่เป็นโอเพนซอร์สล้วนๆ ส่วนมากจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชนที่มีเรื่องเงินทุนเข้ามาสนับสนุน จะเป็นตัวตั้งฐานเข้าตลาด
ถ้า ดู เรดแฮท เขาจะให้ชุมชนเป็นตัวสร้างผลิตภัณฑ์ออกมา แล้วก็เอามาคัดเพื่อทำระดับองค์กรขนาดใหญ่ เรดแฮทเข้ามาสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนนักพัฒนา แต่ก็เอาประโยชน์จากชุมชนด้วยเช่นกัน ถามว่า ผิดไหมก็ไม่ผิด เพราะบริษัทก็ต้องเอาตัวรอด เพราะถ้าเอาตัวรอดไม่ได้ผลิตภัณฑ์ก็ต้องตายไป และจะไม่มีใครได้ประโยชน์อะไร

IT Exclusive : ภาพรวมของไอซ์โซลูชั่นในธุรกิจโอเพนซอร์สทำอะไรบ้าง?

ดนุ พล : อย่างแรกที่ไอซ์โซลูชั่นทำ คือ ทำในเรื่องโครงสร้างเพราะเราถนัดในเรื่องให้คำปรึกษา ถ้าเขาเป็นองค์กรขนาดใหญ่เราก็ให้คำปรึกษาจากความเชี่ยวชาญได้ ต่อมา คือ การต่อยอดผลิตภัณฑ์ Business Application หรือ Business Collaboration ในแต่ละตัวถ้าเราทำเหมือนตลาดจะสู้คู่แข่งไม่ได้ ดังนั้น จะต้องมีจุดแข็งที่เป็นนิชของตัวเอง เราก็เอาจุดแข็งตรงนั้นปล่อยเข้าตลาด ถามว่าผมเป็นบริษัทแบบเพียว โอเพนซอร์ส หรือไม่คงไม่ใช่ บางส่วนผมเป็นโอเพน แต่บางส่วนผมก็ต้องเลี้ยงทีมงานได้ ดังนั้นส่วนที่ทำเงินก็คือ ส่วนที่เป็นไม่ใช่โอเพนซอร์ส แต่ว่ารันอยู่บน
ลีนุกซ์ และอีกตัวที่เป็นส่วนใหญ่อีกหนึ่งอันได้แก่ การให้คำปรึกษา

IT Exclusive : รายได้ของไอซ์โซลูชั่นที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?

ดนุ พล : ปี 2548 โต 200% ถ้าเอาเฉพาะกลุ่มโอเพนซอร์ส 3 กลุ่ม ที่เป็นเพียวโอเพนซอร์สบวกกับการให้คำปรึกษาอยู่ที่ 7 ล้านบาท ดังนั้น จึงต้องมีตัวอื่นๆ เพิ่มรายได้เข้ามา

IT Exclusive : คิดว่าไอซ์โซลูชั่นประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง?

ดนุ พล : ยัง ครับ ถามว่า สำเร็จไหม? ก็สำเร็จในแง่การยอมรับของตลาด ในแง่ของธุรกิจผมคิดว่า น่าจะยังไปได้ไกลกว่านี้ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เรา Loose Focus ไปหน่อย เนื่องจากธุรกิจโอเพนซอร์สต้องมีสายป่านยาว หากคุณมีแค่โอเพนซอร์สให้หวังพึ่งอย่างเดียวยากจะเกิดแรงกดดันทางธุรกิจ ในเวลาที่ไม่มีเงินเข้ามามากก็อาจทำให้ต้องพุ่งความสนใจ ไปที่อีกธุรกิจหนึ่ง เพื่อหารายได้เข้ามา เช่น เรื่องซิเคียวริตี้ หรือ สตอเรจ เป็นต้น จึงทำให้เราละเลยโอเพนซอร์สไปพอสมควร แต่เราไม่ได้หยุดช้างใหญ่ๆ อีกช้างหนึ่งที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่แล้วเราไปได้มาอีก 2 โครงการใหญ่ หวัง 2 ตัวนี้มากหากได้มารายได้ก็จะไม่ใช่แค่ 6 -7 ล้านแล้ว
ช่วงปลายปี 2548 – ต้นปี 2549 จะเห็นกระแสแรงขึ้น เพราะไอซ์มีการเปลี่ยนรูปแบบการทำตลาดจากขายเองมาเป็นขายผ่านดิสทริบิวเตอร์ ดังนั้น ก็จะทำให้เกิดกระแสเข้าไปในวงการแรงขึ้นและนี่ก็จะเป็นตัวหลักอีกตัวหนึ่ง ของเราที่แสดงให้เห็นว่า โอเพนซอร์สจะไปได้หรือไม่ได้ เพราะนั่นจะเป็นการขยายเข้าระดับประเทศไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ อย่างเดียว โดยที่ผ่านมาเราได้แค่กรุงเทพฯ เพราะทีมงานเราไม่ไหวไปต่างจังหวัดก็เป็นตลาดที่เล็ก และในกรุงเทพดันชอบใช้ของแพงกัน ขณะนี้ เราไปเล่นฐานธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs)
ต่อจากนี้ บริษัทฯ จะแบ่งเป็น 2 ชุดชัดเจนเลยว่า เอสเอ็มอี ก็จะมีตัวหนึ่งขายผ่านดิสทริบิวเตอร์ปล่อยแมสเข้าตลาด และจะมีอีกตัวหนึ่งที่ทำงานร่วมกับไอบีเอ็มที่อีกไม่นานจะมีการพูดคุยกัน ขายผ่านทางช่องทางของไอบีเอ็มเป็นโอเพนพาวเวอร์ เป็นตัวใหญ่ที่ทำอะไรได้มันมาก พลิกแนวคิดที่เมื่อก่อนเป็นดิสทริบิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ โดยเอาเซิร์ฟเวอร์มาตั้งเป็นตัวๆ แต่เราจะทำ Consolidated Server เอาทั้งหมดมารวมในตัวเดียว แต่แยกเป็นเซิร์ฟเวอร์เสมือน 9 ตัวควบคุมจากที่เดียว

IT Exclusive : มองภาพรวมธุรกิจไอทีไทยตลอดครึ่งปี 2548 ที่ผ่านมา และครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร?

ดนุ พล : ครึ่งปีแรก รู้สึกว่าคนชะลอเยอะโดยมากจากความไม่แน่นอน ในเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่ใจกันว่าจะออกมาเป็นอย่างไร รวมทั้งเรื่องการเมืองและปัญหาภาคใต้ ทั้งหมดนี้ มีความไม่นิ่งเยอะจึงทำให้ครึ่งปีแรกชะลอตัวลง แต่พอครึ่งปีหลังจะดีขึ้นมีการใช้จ่าย เพราะคนซื้ออั้นมานานโครงการต่างๆก็จะเกิด ตลาดไอทีโดยรวมโตแต่ไม่เท่ากับที่ ATSI หรือ สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งประเทศไทยคาดไว้ ในไอทีเอาท์ลุคเมื่อต้นปี 2548 ที่คาดการณ์ไว้สวยหรูเกินไป เพราะว่า เราเสียโอกาสในช่วงครึ่งปีแรกไปมาก จากที่คุยกับไอทีเวนเดอร์ด้วยกัน เจอแบบเดียวกันหมดขายไม่ออก ดันไปแล้วก็ติดทั้งที่ตลาดมีความต้องการ แต่พอครึ่งปีหลังก็เห็นเดินยิ้มแก้มปริ่มแทบทุกราย ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก แล้วตลาดไอทีน่ากลังตรงนี้ เนื่องจากเป็นตลาดแรกที่กระทบ หากองค์กรต่างๆตัดสินใจลดค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ไอทีจะไปหยุดช่วงเดือน พ.ย- ธ.ค. ทุกปี งบหมดบ้าง ไอทีขี้เกียจทำงานบ้าง และหยุดพักการตัดสินใจบ้าง เช่นเดียวกับตลาดราชการที่มีช่วงที่ดันตลาด แล้วมาชะลอในเดือน ต.ค.

IT Exclusive : หากต้องการเพิ่มการใช้งานโอเพนซอร์สใครควรเป็นเจ้าภาพ และอะไรทำให้ยังเปิดปัญหาอยู่?

ดนุ พล : จะถามว่า มีความพยายามผลักดัน ในระดับโอเปอร์เรชันหรือไม่ ตอบว่า มี แต่ไม่ใช่วาระหลักของประเทศแบบแผน 5 ปี การสนองนโยบายเพื่อปฏิบัติก็ไม่มี ก็ทำให้ระดับล่างไปไม่ได้ ถ้าภาครัฐมาสร้างความต้องการ องค์กรไอทีก็จะโตขึ้นมีคนกล้าทำลีนกุซ์ แล้วจะเกิดความต้องการด้านคนออกมา ฝั่งการศึกษาก็จะผลิตคนออกมาได้ ปัญหาก็คือ ความต้องการที่เป็นระดับ Mass Demand ไม่มี เอกชนก็ไม่มั่นใจจะประกาศตัวออกมา ไม่รับพนักงานเพิ่ม ด้านการศึกษาก็ไม่สร้างคนออกมา พอไม่มีคนออกมา รัฐบาลก็มองว่าไม่มีกำลังคนสนับสนุน จึงไม่กล้าประกาศนโยบาย ดังนั้น ก็เลยหมุนอยู่อย่างนี้ไม่มีใครตัดตอนแล้วทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
ถามว่า มีองค์กรธุรกิจใดกล้าออกมาบอกว่าเป็นโอเพนซอร์ส ไม่มีหรอก ยากหากประกาศออกไปแล้วตลาดไม่มาด้วย เมื่อ 3 ปีก่อนที่ผมประกาศออกไปก็หวังว่าตอนนั้น BSA ออกมาแล้ว และรัฐบาลก็คงต้องทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ไปๆมาๆ รัฐบาลบอกว่าไม่ไปแล้ว ดังนั้น นโยบายถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา องค์กรของไทยยังเป็นฐานวินโดวส์เยอะ ก็เลยยังต้องสนับสนุนไปตามนั้น ต่างจากเวียดนามที่เขาไม่มีฐานอะไร โอเพนซอร์สจึงไปได้เร็ว

IT Exclusive : คู่แข่งที่น่ากลัวของวงการโอเพนซอร์สเมืองไทย คือ เวียดนาม ใช่หรือไม่?

ดนุ พล : ผมไม่ได้มองเขา เป็นคู่แข่งเลยครับ เพราะเขานำเราไปแล้ว เรายังต้วมเตี้ยมอยู่ จากนี้ อีก 5 ปี เราจะกลับมาคุยกันว่า นี่นะถ้าหากเราทำไปตั้งแต่ 5 ปี ที่แล้วเราคงไม่แพ้เวียดนามหรอก เชื่อได้เลย เพราะการที่เวียดนามไปได้ขนาดนั้น เขาจะได้คนไอทีที่แข็งมาก โดยจะเห็นได้จากเมื่อก่อนเรามองอินเดียว่ามีคนเก่ง แต่อย่าลืมว่าไอทีของเวียดนามทุกคนต้องกระเสือกกระสน แต่คนไอทีบ้านเราไม่ต้อง เครื่องมือมีเพียบ ไม่ต้องการทักษะคนมากมายกลายเป็นคนของเราพัฒนาเพื่อใช้เครื่องมือไม่ใช่นัก พัฒนาที่แท้จริง เมื่อถอยกลับมามองก็รู้สึกว่า มันไม่ไปไหนจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่า ผมจะหยุดพัฒนานะ ผมก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ เพราะเป็นสิ่งที่ควรทำเราก็ทำ ในสิงค์โปร์มีการสร้างชุมชนโอเพนซอร์สขึ้นมามากมาย แต่ชุมชนในไทยอ่อนแอมากไม่มีเงินสนับสนุนเวลาจะทำอะไรก็ครวญกันว่า จะทำอะไรกันนักหนา แม้แต่มาเลเซียก็มีการประกาศเป็นนโยบายเช่นกัน ไม่ได้ด้อยไปกว่าเราเลย พบเขาประกาศนโยบายปุ๊ป บริษัทที่ทำโอเพนซอร์สก็ขึ้นเป็นดอกเห็ดประมาณ 2-3 ร้อยบริษัท ผู้นำมาเลย์มีทิศทางที่ชัดเจนว่าไม่ต้องการพึ่งพาเทคโนโลยี

IT Exclusive : การสนับสนุนโอเพนซอร์สของภาครัฐควรเป็นอย่างไร?

ดนุ พล : ผม มองว่า หากรัฐจะประกาศเป็นนโยบายก็ไม่ช่วยอะไร ทางที่ดีต้องสร้างความต้องการก่อนในองค์กรภาครัฐเอง พยายามสนับสนุนชุมชนโอเพนซอร์สที่มีอยู่ มีกี่ชุมชนก็บอกมา เขียนโครงการขึ้นมาเสนอให้รัฐบาลสนับสนุน แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่สนับสนุนชุมชนฯ แต่กลับไปตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อทำเอง รัฐบาลต้องเป็นคนวางกรอบนโยบาย ไม่ใช่มาทำเอง ให้ชุมชนสร้างโซลูชั่นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ แล้วปล่อยโอเพนซอร์สออกมา ทำให้เกิดความแข็งแกร่งของคนที่จะมาพัฒนา เกิดความแข็งแกร่งของชุมชน
ชุมชนแต่ละชุมชนจะถนัดไปตามเฉพาะทาง เช่น ชุมชนถนัด CMS: Content Management Software อีกชุมชนถนัดลีนุกซ์ ถ้าแต่ละชุมชนโตได้ก็จะมีฐาน แล้วให้เขาเขียนโครงการขึ้นมาเสนอขอเงิน โดยที่จะต้องไม่มีเกมการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ตอนนี้ไม่มี ส่วน ซิป้า ควรเข้ามาสนับสนุนชุมชนโอเพนซอร์สไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำเอง ซิป้าเป็นคนวางกรอบนโยบาย อนุมัติกรอบงบประมาณเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่ซิป้ากำหนด

IT Exclusive : มีอะไรจะฝากถึงผู้อ่านหรือไม่?

ดนุ พล : ขณะนี้ ผมคงไม่ไปหวังพึ่งรัฐบาลแล้ว ไม่มาก็ไม่เป็นไรผมก็ทำของผมไป เพราะตลาดของภาคธุรกิจเอกชนยังมีอยู่ สิ่งที่อยากจะฝากมีอยู่ 3 เรื่องไปยังองค์กร คือ 1. จะทำอย่างไรที่จะเป็นองค์กรที่ลดเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ลง 2. เป็นองค์กรที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ 3. ลดค่าใช้จ่ายด้านไอทีอย่างฉลาดแต่ไม่ได้หมายความว่าตัดเหลือศูนย์ เพราะโอเพนซอร์สยังมีค่าเซอร์วิสอยู่ 3 ประเด็นนี้ ถ้ามีคนตั้งคำถามโอเพนซอร์สมีคำตอบ
นอกจากนี้ อยากจะฝากถึงสื่อมวลชนด้วยว่า เรื่องโอเพนซอร์สอยากฝากให้เป็นกระแสทำ ต่อเนื่อง ช่วยกันให้มีข่าวคราวตลอดเวลา เพราะโอเพนซอร์สไม่มีการทำการตลาด แต่ถ้าคนเริ่มเห็นว่าที่โน่นที่นี่ยังใช้แล้วทำไมเขาจะไม่ใช้ หากจะให้ผมไปโฆษณาตอบโจทย์สังคม สังคมก็ต้องตอบแทนผมด้วยเช่นกัน ธุรกิจก็เป็นธุรกิจ ถ้าผมทำเพื่อสังคมแต่รัฐบาลไม่ทำ แล้วผมจะไปนั่งทำบ้าอะไร
“โอเพนซอร์ส เป็นของฟรี” ยังมีคนคิดอยู่แต่ระดับองค์กรเขาเข้าใจแล้ว หากจะเอาไปใช้เพื่อการพัฒนาหรือใช้เล็กๆ น้อยๆ ดาวน์โหลดใช้ฟรีๆ ได้ แต่ถ้าเป็นแบบองค์กรใหญ่ต้องการบริหารจัดการง่าย ดูแลง่ายคงต้องมีอะไรมากกว่านั้น ถ้าคิดจะเอาฟรีดาวน์โหลดมาใช้เป็นหมื่นๆ เครื่องละก็เป็นการฆ่าตัวตาย อยากแนะนำว่า ให้คนที่จะใช้มอง 2-3 เรื่อง ถ้าจะเอามาใช้หากมีไอทีอยู่แล้วก็ดาวน์โหลดมาลองใช้ก่อน ให้เกิดความมั่นใจและคุ้นเคยแล้วค่อยดูต่อว่าไปอย่างไร แต่ควรเลือกซอฟต์แวร์ที่กว้างๆ จะได้มีคนดูแลตามสนับสนุนได้ อย่างไรก็ตาม หากต้องการใช้แบบก้าวกระโดดก็ควรเลือกบริษัทที่ไว้ใจได้มาปรึกษาดู เพราะแนวทางแก้ปัญหามีหลายทางก็ลองไปศึกษาดู

ที่มาIT Exclusive เว็บไซต์ ไทยรัฐออนไลน์