ไอซ์ โซลูชั่น หน่วยธุรกิจโอเพ่นซอร์สในดีเอชเอเอส กรุ๊ป สร้างพันธมิตรร่วมส่งชุดผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งฮาร์ดแวร์-ซอฟต์แวร์ระบบเปิดและ อินเทอร์เน็ตเจาะตลาดเฉพาะทางภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ พร้อมเตรียมแผนขยายออกต่างจังหวัด

นายดนุพล สยามวาลา ผู้จัดการอาวุโสด้านไอที ดีเอชเอ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี บริษัท ดี เอช เอ สยามวาลา จำกัด ในฐานะผู้รับผิดชอบหน่วยธุรกิจใหม่ “ไอซ์ โซลูชั่น” ที่มีเป้าหมายนำเสนอระบบโอเพ่นซอร์สครบวงจรสู่ตลาด กล่าวว่า ได้สร้างกลุ่มพันธมิตร ประกอบด้วย ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ระดับกลางในประเทศ และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เพื่อส่งผลิตภัณฑ์ครบวงจร ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ของบริษัทชื่อ ไอเบส 1000 (IBase1000) ที่จะผลิตในลักษณะ “แมส” และชุดใช้งานอินเทอร์เน็ต เข้าสู่ตลาดเฉพาะ เช่น กลุ่มบริษัททราเวล เอเจ่นต์ และกลุ่มที่มีธุรกิจติดต่อกับต่างประเทศ ซึ่งเมื่อลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ครบชุดไปแล้วจัดการ “คอนฟิก” 4 เรื่องคือกำหนดเบอร์ไอพี เซิร์ฟเวอร์, ดีเอ็นเอส (โดเมนเนมเซิร์ฟเวอร์), ยูสเซอร์ และกรุ๊ป แอดมิน, และโพลิซี จะใช้งานได้เลย จากที่เคยทำตลาดเฉพาะซอฟต์แวร์เท่านั้น

โดยซอฟต์แวร์นี้จะสามารถใช้งานระบบเมล, เวบเซิร์ฟเวอร์, พร็อกซี่ เซิร์ฟเวอร์, แอดเดรส บุ๊ค เซิร์ฟเวอร์, นิวส์ เซิร์ฟเวอร์, และเมลลิ่ง ลิสต์ เป็นพื้นฐาน และยังต่อยอดไปใช้อินทราเน็ต, ออฟฟิศ ออโตเมชั่น, และฐานข้อมูลที่เป็นซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างซอฟต์แวร์ของไอ ซ์ โซลูชั่นได้อีกด้วย
โดยพันธมิตรทั้งสามส่วนจะทำงานร่วมกันในการติดต่อ และให้บริการลูกค้า แต่ขณะนี้ยังไม่พร้อมเปิดเผยรายชื่อพันธมิตรที่เข้ามาร่วมทำตลาดนี้ ซึ่งมีทั้งบริษัทที่เป็นเพื่อนกันมาก่อน และบริษัทที่เคยใช้บริการแล้วพึงพอใจ

ขยายออกต่างจังหวัด
นอกจากนี้ยังมีแผนขยายออกต่างจังหวัด โดยจะเริ่มจากหัวเมืองใหญ่ๆ 3-4 จังหวัด เช่น ขอนแก่น, เชียงใหม่ และภาคใต้ ทั้งนี้ต้องเป็นเมืองที่บุคลากรรองรับ และมีกำลังซื้อ ไม่ใช่เมืองมหาวิทยาลัย หรือการศึกษาเพียงอย่างเดียว
พร้อมกันนี้จะเริ่มลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามนิตยสารต่างๆ พร้อมกับออกบูธแสดงในงานด้านคอมพิวเตอร์ต่างๆ เพื่อขยายความรับรู้สู่ตลาดในวงกว้างขึ้น

ปีนี้เป็นรูปธรรมขึ้น
นายดนุพล กล่าวว่า ปีนี้ตลาดซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สจะเห็นชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการที่ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ในประเทศหันมาบรรจุระบบปฏิบัติการโอ เพ่นซอร์สลงเครื่อง รวมทั้งการส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์ระบบเปิดจากภาครัฐจะเป็นตัวขับที่สำคัญ
ในส่วนของบริษัทเอง ปีนี้จะเป็นปีที่เปิดตัวอย่างเต็มที่ และเป็นรูปธรรม พร้อมกับพิสูจน์ไปในตัวว่า “จะอยู่หรือไป” หากมีความเชื่อว่า อนาคตของโอเพ่นซอร์สสดใสกว่าที่อี-บิสซิเนสเคยเป็นมาก่อนหน้า

ธุรกิจโอเพ่นซอร์สจะค่อยๆ โต เช่นเดียวกับการใช้งานโอเพ่น ซอร์ส ที่ค่อยๆ ขยายเข้าไปกินส่วนแบ่งของซอฟต์แวร์ระบบปิดที่ครองตลาดอยู่ “ในตลาดมีคนใช้ลินิกซ์มากพอสมควร แต่มีน้อยคนที่พูดว่าใช้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยังอยู่ระหว่างทดลอง ต้องรอความมั่นใจ”
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ยังเอาจริงเอาจังต่อธุรกิจนี้ ซึ่งคาดว่าใช้เวลาพิสูจน์ความเป็นไปได้ 3 ปีก็จะเห็นผล โดยต้นปีนี้ได้ปรับโครงสร้างองค์กรขึ้นรองรับ ขยายบุคลากรเป็น 25 คน และกลางปีจะเพิ่มเป็น 30 คน และแบ่งงานกันชัดเจน เป็นด้านงานขาย, งานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์, งานเทคนิค และงานบริการหลังการขาย จากปีที่ผ่านมามี 16 คน ทำงานทุกอย่างร่วมกันหมด

สำหรับปีที่ผ่านมามีลูกค้า เช่น บริษัทในเครือปูนซิเมนต์ไทย ที่นำซอฟต์แวร์ของบริษัทไปใช้ในลักษณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเมล และอินเทอร์เน็ต ทั้งมีแผนจะขยายไปยังแอพพลิเคชั่นต่างๆ ด้วย เพราะเป็นบริษัทที่มีพนักงานขายออกต่างจังหวัดด้วย จึงต้องการให้ทำงานเชื่อมต่อเข้ามาให้บริษัทที่กรุงเทพฯ ได้ด้วย เป็นต้น

ตลาดราชการน่าสน
ในส่วนของบริษัทเองก็ต้องการนำเสนองานเข้าตลาดราชการด้วย แต่ติดปัญหาที่ว่า หน่วยงานรัฐมักมีเงื่อนไขเรื่องของทุนจดทะเบียน ประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 3 ปี และเคยมีประสบการณ์ทำงานกับราชการมาก่อน ซึ่งเห็นว่า บริษัทซอฟต์แวร์น้อยรายที่จะผ่านเงื่อนไขดังกล่าว เพราะส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทเกิดใหม่ ทุนจดทะเบียนน้อยๆ และมีคนทำงานเพียงไม่กี่คน หากรัฐต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จริงๆ ควรมีเงื่อนไขผ่อนปรนมากกว่านี้

ที่มา : opentle.org (30 Jan 2003)