TESTIMONIAL

from F.T.I

fti1

ชาญ สารเลิศโสภณ

อดีตผู้อำนวยการบริหาร                         สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

จากสภาพเศรฐกิจเรื่องนี้ก็น่าจะขยายตัวได้มากทางสภาก็มองเห็นโอกาสเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น อย่างหน่วยงานของเราเองก็ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้คล่องตัวมากขึ้น และในอีกมุมหนึ่งคือเราต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างกับสมาชิกซึ่งเป็นองค์กรต่างๆ กว่า 7,000 ราย

ประสบการณ์ในการใช้งานโซลูชั่นของไอซ์ที่ผ่านมา
หลังจากที่ทางเราใช้งานมาอยู่ระยะหนึ่งก็พบว่ามีคุณสมบัติหลายๆ อย่างที่ถูกใจอยู่ แล้วก็มีอีกหลายส่วนที่เรายังไม่ได้ใช้ ส่วนด้านการออกแบบหน้าจอก็ยังคงดูดีอยู่ ภาพรวมก็ถือว่ายังสร้างความพอใจได้ในระดับที่โอเค

แนวทางของสภาอุตสาหกรรมเกี่ยวกับโอเพนซอร์ส
จากสภาพเศรฐกิจเรื่องนี้ก็น่าจะขยายตัวได้มากทางสภาก็มองเห็นโอกาสเกี่ยวกับ เรื่องนี้มากขึ้น อย่างหน่วยงานของเราเองก็ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อให้สามารถบริหารจัดการ ได้คล่องตัวมากขึ้น และในอีกมุมหนึ่งคือเราต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างกับสมาชิกซึ่งเป็นองค์กร ต่างๆ กว่า 7,000 ราย เราจะใช้อะไรก็ต้องเป็นของที่ใช้ได้จริง ประสิทธิภาพก็ต้องดีบนต้นทุนที่ต่ำ จะได้สร้างความมั่นใจให้กับสมาชิก

ในวงการอุตสาหกรรมโอเพนซอร์สมีการขยายตัวมากขึ้นขนาดไหน
เรื่องนี้ไม่เติบโตเร็วอย่างที่เราตั้งใจไว้ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเรายังใช้งานเฉพาะโปรแกรมพื้นฐานอยู่ทำให้ไม่เห็นความแตกต่าง และที่สำคัญทางเราเองก็ไม่อยากจะให้มันเป็นในรูปแบบของ major change ก็เลยต้องให้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญก็คงเป็นเรื่องของความมั่นใจว่าธุรกิจของเขาจะฝากเอาไว้กับโอเพนซอร์สได้หรือไม่ เรื่องนี้ก็ต้องเข้าใจบรรดาธุรกิจต่างๆ ด้วย เพราะเขาไม่สามารถทำได้อย่างหน่วยงานเราที่ยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการใช้โอเพนซอร์สได้ ทางออกสำหรับเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของการแนะนำให้ธุรกิจได้เข้าใจและถ้าเป็นไปได้ควรจะมีการทำ Testing Center สำหรับโอเพนซอร์ส

ซึ่งศูนย์ทดสอบโซลูชั่นด้านโอเพนซอร์สนี้ จะทำตัวเป็นตัวต้นแบบในการใช้งานเรื่องต่างๆ ทางสภาก็พร้อมที่จะสนับสนุนเรื่องนี้ถ้ามีคนลงทุน อาจจะเป็นการลงทุนร่วมกันจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนก็ได้ น่าจะมีคนมาลงทุนทำเรื่องนี้ เวนเดอร์หลายๆ รายมารวมกันของทางหน่วยงาน NECTEC กับ SIPA จะมาลงขันกันทำเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับวงการอุตสาหกรรมไทยก็น่าจะดี เพราะบรรดาสมาชิกของเราเขาไม่ค่อยจะสนใจว่าในทางเทคนิคซอฟต์แวร์ตัวไหนดีกว่าอย่างไร แต่เขาเชื่อในสิ่งที่เขาเห็นถ้ามี demo ให้เห็นเลยก็น่าจะดี

อะไรที่ทำให้โอเพนซอร์สโตยาก
ในความเป็นจริงโอเพนซอร์สควรจะเติบโตได้มากกว่านี้ เรื่องนี้ถูกกดดันจากเรื่องของลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ของโอเพนซอร์สเองที่อาจจะทำให้เกิดความสับสนและความไม่มั่นใจในการลงทุนกับซอฟต์แวร์ประเภทนี้ อันที่จริงเรื่องนี้จะทำให้เกิด business model ใหม่คือซอฟต์แวร์จะไม่ใช่ของซื้อขายเป็นตัวๆ แต่จะเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของบริการแทน กล่าวคือนักพัฒนาไม่ได้ขายซอฟต์แวร์ครั้งหนึ่งในราคาแพง แต่เปลี่ยนเป็นการเก็บค่าบริการในระยะเวลา 3-5 ปีแทน นอกจากนี้ยังมีรายได้ผูกกับจำนวนผู้ใช้งาน ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้อยู่ได้ในระยะยาวนั่นก็คือแนวคิดของ SaaS หรือ Software as a Service นั่นเอง แต่ต้องยอมรับว่าสมาชิกของเรายังมีความไม่เข้าใจกับเรื่องนี้มาก เพราะตราบใดที่ไม่เห็นเป็นตัวตนหรือจับต้องได้ ก็จะไม่ยอมรับเรื่องนี้ว่าเป็นการซื้อ ต้องให้ความรู้ในเรื่องของ SaaS มากขึ้น

แอพพลิเคชั่นอย่างโอเพนออฟฟิศได้มีการใช้งานบ้างไหม
แน่นอนว่าตัวนี้เราก็เอามาทดลองใช้งานกันภายในพบว่าความพอใจมีมากถึง  80% ในการใช้งาน แต่ก็ยังมีส่วนที่ยังไม่ค่อยถูกใจนักโดยเฉพาะการเปิดไฟล์ข้ามแอพพลิเคชั่นยังมีบางส่วนที่ยังผิดพลาดอยู่ ทำให้คนที่อยากจะใช้งานเกิดความไม่มั่นใจอยู่ดี ทางออกคือควรจะมี testing center จะช่วยได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีองค์กรที่เป็นกลางทำหน้าที่ในการแนะนำ อย่างสภาอุตสาหกรรมเล่นบทนี้ได้ เพราะเราชัดเจนว่าเป็นองค์กรที่เชื่อถือได้และทำงานแบบไม่แสวงหากำไร

มองอนาคตของโอเพนซอร์สในประเทศไทยไว้อย่างไร
ต้องมีระบบที่สร้างความมั่นใจให้คนใช้งาน ต้องมีศูนย์ให้คำปรึกษาเรื่องนี้จะได้โตได้ เพราะต้องเรียนรู้กันมากขึ้นกว่าเดิม อีกเรื่องคือต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐ เพราะเงินที่มาจากภาครัฐจะหายไปไหนไม่ได้ ทุกอย่างที่รัฐซื้อจะต้องจับต้องได้และมีตัวตนคนรับผิดชอบที่ชัดเจน ที่ผ่านมาจึงทำให้โครงการของรัฐมักจะมีแต่เวนเดอร์รายใหญ่ๆ ทั้งนั้นที่ขายให้รัฐได้ โอเพนซอร์สมาใหม่และมาในเงื่อนไขแบบใหม่ที่ทำให้ซอฟต์แวร์กลายเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้

ก็เลยเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกับเรื่องนี้กันใหม่ ทำให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างแท้จริงจนทำให้มีคนกล้าเสนอโอเพนซอร์สให้ กับหน่วยงานภาครัฐทำให้มีตัวตนของคนที่จะรับผิดชอบในการดูแลอย่างเป็น รูปธรรม เพราะสัญญาเป็นตัวกำหนดถ้าระบุว่าเป็นงานบริการ ปัญหาเรื่องการฟ้องร้องนักพัฒนาก็จะหายไป จุดสำคัญอยู่ที่การระบุในสัญญาว่าเป็นสินค้าหรือบริการให้ชัดเจน ถ้าเป็นบริการก็จะมีเงื่อนไขชัดเจนว่าต้องทำอะไรให้บ้าง คราวนี้จะโอเพนซอร์สหรือไม่ก็ไม่ใช่ประเด็น cloud computing จะช่วยทำให้เรื่องนี้ชัดเจนขึ้น เพราะเป็นการแข่งเรื่องบริการล้วนๆ ไม่สนใจว่าภายในจะเป็นอะไรโอเพนซอร์สก็ไปซ่อนอยู่ภายในได้ไม่ต้องมาชี้แจง เรื่องซอฟต์แวร์

ถ้าจะให้ดีคิดให้เป็นเรื่องของค่าบริการไปเลยจะเป็นทางออก ถ้าทำให้เรื่องนี้หาคนรับผิดชอบได้แบบเต็มๆ ก็คงจะทำให้เกิดความมั่นใจในการใช้งานมากขึ้น

Other Testimonials

lemonfarm_02

ผู้จัดการส่วนระบบงาน

siam_toppan01

IT Manager

umi01

ผู้จัดการส่วนเครือข่ายและระบบ

ghb_01

ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและปฏิบัติการสารสนเทศ